วิธีเลือกและดูแลยางรถไฟฟ้า
รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (EV - Electric Vehicles)
คืออนาคตแห่งการขับขี่ เพราะเป็นนวัตกรรมที่พัฒนาเพื่อเป็นรถยนต์ทางเลือก ที่สามารถลดค่าใช้จ่าย ลดการใช้พลังงาน รวมถึงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในยุคนี้การเลือกใช้รถยนต์ EV เป็นยานพาหนะ จึงเติมเต็มความสมบูรณ์แบบในการเดินทางได้อย่างครบทุกมิติ
คุณสมบัติที่ดีของยางรถไฟฟ้า
ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ถูกดัดแปลงมาเพื่อสร้างยานพาหนะที่ใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนแทนการใช้เครื่องยนต์ที่มีการเผาไหม้แบบสันดาป โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบสนองสุนทรียภาพในการขับขี่บนท้องถนน เป็นเหตุผลที่ทำให้ระบบการทำงานของรถไฟฟ้านั้นมีความแตกต่างไปจากรถน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็น แบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ระบบเบรกที่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า มอเตอร์แรงส่งสูง และชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆของรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งนี้รวมถึงยางรถไฟฟ้าที่มีผลต่อสมรรถนะการขับขี่ด้วยเช่นกัน ซึ่งคุณสมบัติของรถไฟฟ้าที่ควรรู้เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเลือกยางรถไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม ได้แก่
รถไฟฟ้าไม่มีเครื่องยนต์ที่ปล่อยเสียงรบกวนขณะขับขี่เหมือนรถน้ำมัน ในระหว่างการเดินทาง ห้องโดยสารจึงค่อนข้างมีความเงียบ ส่งผลให้ผู้โดยสารได้ยินเสียงรบกวนได้ง่ายกว่าปกติ ในบางรุ่นของยางรถจึงมีฟองน้ำบุอยู่ภายในล้อเพื่อช่วยดูดซับเสียง และลดเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นในห้องโดยสารได้
รถไฟฟ้ามีแรงบิดและกำลังส่งสูงกว่ารถน้ำมัน เมื่อมีกำลังส่งสูงย่อมเกิดแรงเสียดสีที่มากตามมา ยางรถไฟฟ้าจึงต้องมีคุณสมบัติยึดเกาะสูง ทนต่อแรงเสียดสีที่มีมากขึ้นได้ เพื่อลดโอกาสการสึกหรอของยางก่อนเวลาอันควร
รถไฟฟ้ามีแบตเตอรี่สำรองพลังงานขนาดใหญ่เพื่อกักเก็บพลังงาน ที่มีน้ำหนักมาก ยางรถไฟฟ้าที่นำมาใช้ควรมีความสามารถในการรับน้ำหนักได้อย่างเหมาะสม
รถไฟฟ้ามีระบบเบรก Regenerative Braking ที่อาศัยการทำงานด้วยระบบไฟฟ้า ประกอบกับน้ำหนักที่มีมากขึ้นส่งผลให้เกิดความเฉื่อยเพิ่มขึ้น ยางรถไฟฟ้าที่เหมาะสมจึงต้องมีประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนสูง
รถไฟฟ้าต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน ยิ่งประหยัดพลังงานมากเท่าไหร่ก็ยิ่งวิ่งได้ระยะทางไกลมากขึ้นเท่านั้น การเลือกยางรถไฟฟ้าที่มีความต้านทานการหมุนต่ำสามารถช่วยให้เกิดการสูญเสียพลังงานน้อยที่สุดได้
วิธีดูแลยางรถไฟฟ้าและการเติมลมยางอย่างเหมาะสม
การดูแลยางรถไฟฟ้านั้นไม่ได้แตกต่างจากยางรถยนต์ทั่วไปเท่าไรนัก ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบการตั้งศูนย์ล้อ เช็กการสึกหรอของยางอย่างสม่ำเสมอ และคอยวัดความดันลมยางไม่ให้มากหรือต่ำเกินไป
กรณีที่เติมลมยางมากเกินไป จะส่งผลให้เกิดการสึกผิดปกติบริเวณหน้ายาง หน้าสัมผัสของยางรถไฟฟ้ากับพื้นผิวถนน และการยึดเกาะน้อยลง ซึ่งอาจส่งผลต่อการเบรก การควบคุมรถ และการเข้าโค้ง เพิ่มความเสี่ยงยางระเบิดและยางหมดอายุการใช้งานก่อนเวลาอันควร
กรณีที่เติมลมยางน้อยเกินไป ทำให้เกิดการสึกผิดปกติบริเวณไหล่ยาง แก้มยางอาจโค้งงอซึ่งส่งผลเสียต่อการควบคุมรถยนต์ และหากใช้ไประยะหนึ่งยาง อาจเกิดการสะสมความร้อนเนื่องด้วยต้องใช้แรงต้านการหมุนที่สูงขึ้น มีความเป็นไปได้ที่ยางจะระเบิดและเกิดการสึกหรอได้เร็วมากขึ้น
ดังนั้น ความดันลมยางที่เหมาะสม แนะนำให้ดูจากคู่มือประจำรถ ขอบประตูฝั่งคนขับ หรือบริเวณฝาครอบถังน้ำมัน โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 32-35 psi ขึ้นอยู่กับรถและยางรถไฟฟ้าแต่ละรุ่น ในส่วนของอายุการใช้งานนั้นส่วนใหญ่มักจะมีระยะการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 2 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับสภาพยางและการดูแลรักษา






